โซล-เมท

Blog EntryสูตรรวยNov 5, '08 5:50 AM
for everyone
พอดีเข้าไปดูบทความเก่าๆ ในเครื่องที่เคยเก็บไว้...เจอบทความนึงที่เคยเก็บไว้มานานมาก

แล้ว เลยไม่รู้ว่าจะให้เครดิตใครเป็นคนเขียน....

แต่น่าจะมีประโยชน์มากๆ สำหรับคนทำงานนะ

ครับ...(อาจจะยากหน่อยในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้...แต่น่าจะลองดูกันครับ)


****************************************************************************************************************

เป็นแนวคิดและขั้นตอนดังนี้ครับ

1. หารายได้ประจำก่อน
ถ้าเป็นไปได้ให้รายได้ประจำก่อน  หาฐานที่มั่นให้ตนเองก่อน

2. หาจ๊อบ  เป็นแหล่งรายได้เสริม
ไม่ต้องลงทุน  ใช้สมองและปัญญา  และแรงงานไปหารายได้  ที่หลายคนผิดพลาดอาจเพราะมองการเริ่มธุรกิจจากเงินทุนอย่างเดียว

โดยเฉพาะเงินทุนมากๆ  แต่หลายๆครั้งธุรกิจใหญ่ๆเริ่มจากเล็กๆก่อน  อันนี้มาจากหลัก  Think Big, Act Small  ฝันใหญ่ได้

แต่ต้องเริ่มจากเล็กๆก่อน  หรือบางคนที่ชอบและมีพรสวรรค์ในการค้าขาย  ก็อาจค้าขายเล็กๆน้อยๆก่อนก็ได้ครับ

3. ควรกระจายหารายได้จากหลายทาง  
- มองหาช่องทางใหม่ๆอยู่เสมอ   มีสังคมใหม่ๆ  และอย่าลืมว่าคนเราไม่ใช่ทำได้อย่างเดียว  เราอาจมีความรู้อย่างน้อยสองสามอย่างที่จะหารายได้เข้ามาได้

ถ้ามีธุรกิจเล็กๆอยู่แล้ว  หรือเป็นฟรีแลนซ์  ก็จัดสรรเวลาให้ทำงานได้มากขึ้น  ถ้าเป็นคนทำงานประจำอาจต้องอดทน

ทำงานเพิ่มในวันเสาร์-อาทิตย์  หรือกลางคืนหลังเลิกงาน

4. เลือกงานที่ถนัด  หรือที่ชอบ
งานที่เลือกควรเป็นงานที่มีความชอบ  ความถนัด  ไม่ใช่งานอะไรก็ได้  งานอะไรก็ได้  อาจทำให้โอกาสในการหางานง่าย  และมีรายได้เข้ามาเร็ว

แต่ในระยะยาว  อาจไม่เติบโตหรือรายได้น้อย  หรืออาจต้องฝืนทนทำงานที่ไม่ชอบ  ซึ่งจะกลายเป็นผลไม่ดีแทน

5. ทำการตลาดตัวเอง  
- วางภาพให้ชัด  ว่าเรามีความสามารถอะไรโดดเด่น  และรู้จักบอกกระจายข่าว  ถ้าเราเด่นจริง  โอกาสแห่งรายได้  จะค่อยๆทยอยเข้ามาเอง

6. รู้จักอดออม  และใช้เงินให้เป็น  
เมื่อมีรายได้มากแล้วก็ต้องใช้เงินเป็น  จ่ายเป็น  จึงจะเก็บสะสมทุนได้  แม้เมื่อยังมีรายได้น้อยก็สะสมเงินได้  ถ้าเข้าใจและบริหารเงินเป็น

และเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้เงินของตัวเอง

7. ขยายจ๊อบให้กลายเป็นธุรกิจ
- เมื่อมีรายได้หลายทางแล้ว  ทำไปสักพัก  เมื่อมีประสบการณ์  งานคล่องตัวแล้ว  จะมองเห็นช่องทางที่จะขยายงานจ๊อบใดจ๊อบหนึ่งให้กลายเป็นธุรกิจได้

8. พัฒนาความสามารถเชิงธุรกิจ
เมื่อมีโอกาสเริ่มแล้ว  ที่เหลือคือตัวพิสูจน์ว่า  คุณมีความสามารถทางธุรกิจจริง  อย่างที่เคยเชื่อหรือเปล่า  ตรงนี้ใครจะไปได้เร็ว  ได้ช้า

อยู่ที่ทักษะทางธุรกิจแล้ว  รวมถึงความสามารถในการอัพราคาตัวเอง(ถ้าทำได้)ในขณะที่ยังรับจ๊อบด้วย

9. เริ่มเสียแต่วันนี้
หลายคนหลายครั้งที่เสียเวลาไปมาก  เพราะมัวไปคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นว่า  พ่อแม่เขารวย  เขาเลยเป็นต่อ  ไปได้เร็วกว่า(โดยเฉพาะเมื่อเขามีความสามารถด้วย)  คือ

อยากประสบความสำเร็จ  ใช้ชีวิตโก้ๆ  หรูๆตั้งแต่อายุ 20 กว่าๆ(ซึ่งนอกจากคนที่พ่อแม่สร้างมาให้แล้ว  คนที่จะทำได้  ก็คือคนที่เริ่มต้นตั้งแต่อายุ สิบกว่าๆ

ซึ่งชีวิตต้องปากกัดตีนถีบนั่นแหละ  ถึงทำได้)  แต่อย่าไปคิดครับ  ให้คิดเสียใหม่ว่า  ถ้าเราเริ่มตั้งแต่วันนี้  เมื่อเวลาผ่านไป 5 ปี 10 ปี  เมื่อความสำเร็จมาถึงบ้างแล้ว

เราก็อาจมีความสุข  ดีกว่าเมื่ออีก 5 ปี 10 ปีข้างหน้า  เราก็ยังอยู่ที่เดิม  เวลามันเร็วครับ  ถ้ามุ่งอยู่กับงานตรงหน้า  เดี๋ยวความสำเร็จมันก็มาถึงแล้วครับ

บังเอิญจริงๆที่เขียนได้ 9 ข้อ  ถือเป็นเลขแห่งการเริ่มต้นก้าวหน้าก็แล้วกันนะครับ  หวังว่าคงมีใครบางคน  ได้ประโยชน์จากแนวคิดนี้นะครับ

อยากให้น้องๆเพื่อนๆ  มีฝันไกลเสียและรู้จักวางแผนเสียแต่วันนี้ครับ  อย่ามัวแต่ทำอะไรไปวันๆ  หมดไปเดือนนึงเดือนนึง  หรือหมดไปปีนึงปีนึงครับ

ชีวิตมันเร็วครับ  อย่าช้า

**************************************************************************************************************

อยากพยายามลองทำดู...แต่ไม่รู้จะได้หรือไม่ :)

ขอให้โชคดีกันนะครับ......


"ปัง ๆ คือเสียง เปรี้ยงปืนรัวร้องดังก้องป่า
ดังคำรามมา เป็นเพลงแห่งชัยของประชา
นาบัวปืนรัว เพื่อนร่วมแนวทาง ทุกคน
ปืนธรรมคำรณ โค่นศัตรูร้าย
7 สิงหาคม ระดมเพื่อนลุก ขึ้นยืนหยัด
ปืนปฎิวัติผงาดประจัญ ทหารกล้า
นักรบเกรียงไกร ดวงใจศรัทธา นิรันดร์
ดังดวงตะวัน ทอแสงเรืองรอง
พรรคคอมมิวนิสต์ ชี้ทิศนำทาง
ใสสว่าง ด้วยหนทางแห่งพรรคถูกต้อง
ภายใต้พรรคนำ กองทัพมุ่งไป ใฝ่ปอง
เพื่อไทยทั้งผองจะได้รุ่งเรือง
7 สิงหาคม อุดมการณ์ของ ทหารป่า
อำนาจรัฐไทยนั้นจักได้มา นั้นด้วยปืน
ของผองเราจง รวมกันหยัดยืน สู้ทน
ก้าวสู่แห่งหนสู้บนทางปืน"

(บทเพลง 7 สิงหา สู้บนทางปืน คำร้อง-ทำนอง อดิศร เพียงเกษ,วิสา คัญทัพ,กุลศักดิ์ เรืองคงเกียติ)


คงปฎิเสธไม่ได้ว่า ในอดีตที่ผ่านมาหากกล่าวถึงประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวทางการเมือง เพื่อมุ่งสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีงามตามความคิดความเชื่อทางลัทธิและอุดมการณ์ทางการเมืองของขบวนการประชาชนในประเทศไทยนั้น มีความต่อเนื่องมายาวนานด้วยกันหลายขบวนการ และหนึ่งในขบวนการที่มีบทบาทสำคัญซึ่งแสดงจุดยืนชัดเจนต่อแนวทางการเปลี่ยนแปลงสังคม บนพื้นฐานแห่งสังคมใหม่ที่มีความเสมอภาค ไร้ชนชั้นและการกดขี่ตามความเชื่อของลัทธิมาร์กซิสต์ก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศจัดตั้งพรรคอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2485

เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของการดำเนินสงครามประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เพื่อตอบโต้และมุ่งปลดปล่อยโซ่ตรวนแห่งการกดขี่จากอำนาจรัฐอธรรมในยุคสมัยนั้น และนำพามวลประชาอันไพศาลสู่สังคมใหม่ที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง ก็คือ วันเสียงปืนแตก เมื่อวันที่ 7สิงหาคม 2508

“ตามประวัติศาสตร์ อย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยถือกันว่า วันที่ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันสำคัญวันหนึ่ง จากการที่เกิดเหตุปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนหนึ่งกับฝ่ายกองกำลังปฎิวัติของ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ณ บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม ซึ่งต่อมาในเดือนพฤศจิกายน 2508 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเปิดประชุมคณะกรมการเมืองขยายวงที่ภูพาน เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ดังกล่าวและได้มีมติ 2508 ให้ประกาศการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตชนบทอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้อำนาจรัฐ แต่ให้เปิดทีละเขตบนเงื่อนไขที่เป็นไปได้ หลังจากนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ประกาศให้วันที่ 7 สิงหาคม 2508 เป็นวันเสียงปืนแตกและเป็นการเริ่มต้นของสงครามประชาชนในเขตประเทศไทยและยังประกาศจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธฝ่ายประชาชนโดยใช้ชื่อว่า พลพรรคประชาชนต่อต้านอเมริกา (พล.ปตอ.)”

ในเรื่อง “ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” ของวิรัช อังคถาวร ได้อธิบายถึงกรณีวันเสียงปืนแตกว่า ราวกลางปี 2508 พรรคได้สร้างงานในชนบทขึ้น แต่งานชนบทไม่อาจปิดลับได้นานฝ่ายศัตรูจะเริ่มสนใจและควานหาเพื่อปราบปราม ทำให้กองกำลังของพรรคในป่าต้องเตรียมป้องกันตัวและติดอาวุธ ในเอกสารได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า “ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั้นคือกรณี 7 สิงหาคม เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูเข้ามาปิดล้อมเราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูเสียชีวิต 1คน เป็นตำรวจชั้นนายสิบ บาดเจ็บขาหัก 1คน เป็นชั้นพันตำรวจโท นี่เป็นกรณีใหญ่ข่าวดังไปทั่วประเทศ ศัตรูได้รู้แน่ชัดแล้วว่าพรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธแล้ว”

ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยคนปัจจุบันให้ข้อมูลผ่านบทสัมภาษณ์ในนิตยสารสารคดีถึงเหตุการณ์วันเสียงปืนแตกว่า “ความจริงในช่วงนั้นศูนย์กลางพรรคยังมีมติว่าให้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ และ รักษาสภาพที่สงบเงียบเพื่อทำให้งานเคลื่อนไหวใต้ดินเป็นไปโดยสะดวก แต่เหตุการณ์ปะทะที่ บ้านนาบัว อำเภอเรณูนคร เกิดขึ้นเพราะสหาย 6 – 7 ลงไปทำงานมวลชนแต่เนื่องจากเขตงานไม่มีที่กำบัง เกิดเสียลับมีสายรายงานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจเลยสั่งกำลังเข้ามาปิดล้อมมีการสู้รบกัน

สหายคนหนึ่งชื่อเสถียรถูกยิงตายสหายคนนี้มีความรู้ด้านการทหารเพราะไปเคลื่อนไหวในประเทศลาวมาก่อน พอถูกปิดล้อมก็ยิงสู้กัน ในส่วนเจ้าหน้าที่มีนายตำรวจยศพันโทโดนยิงบาดเจ็บ ตัวสหายเสถียรก็บาดเจ็บ แกยืนหยัดสู้ตายให้สหายที่เหลือแหกวงล้อมไป ตำรวจพากันล้อมทั้งวัน เอาปืนครกมายิงถล่ม พวกสหายที่เหลือจำเป็นต้องซุ่มเงียบรอจนมืดค่ำก็ค่อยๆคลานเล็ดลอดผ่านแนวปิดล้อมจากทุ่งราบขึ้นภูไปได้ ยกเว้นสหายเสถียรที่ยอมตายคุ้มกันให้สหาย พอดีวันนั้นผมไปประชุมที่ดงพระเจ้าออกมาถึงธาตุพนมก็ต่อรถเข้านครพนม สังเกตเห็นตำรวจแห่กันมาเยอะสอบถามดูจึงรู้ว่าเกิดการปะทะกันที่นาบัว วีรกรรมครั้งนั้นถือว่าเป็นเรื่องใหม่และใหญ่ เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้แล้ว ทางกรมการเมืองมีมติให้ถือว่าเป็นวันเสียงปืนแตก”

ปัจจุบัน แม้ว่าจะมีการนำเสนอข้อมูลว่าเหตุการณ์วันเสียงปืนแตก เกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 มิใช่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แต่อย่างไรก็ตามความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ ซึ่งถือว่าเป็นความหมายและสัญลักษณ์ของเหตุการณ์ครั้งนั้น มีความสำคัญมากกว่า วันที่ ก็คือการลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อต่อสู้ให้ได้มาซึ่งความเป็นธรรม ของชาวนาชาวไร่ผู้ถูกกดขี่โดนเอารัดเอาเปรียบ อย่างไม่กลัวเกรงกับอำนาจรัฐเผด็จการ ที่พร้อมจะเข่นฆ่าประชาชนทุกเมื่อหากว่ามีความคิดที่แตกต่างจากชนชั้นผู้ปกครอง!

ถึง ณ ปัจจุบันนี้นับจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นวันเวลาล่วงเลยมา ยุคสมัยได้เปลี่ยนแปลง สังคมการเมืองไทยได้คลี่คลายตัวเองไปในทิศทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น สงครามการต่อสู้ของกองทัพประชาชนภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ยุติบทบาทลง อย่างไรก็ตามคงมิได้หมายความว่าการเอาเปรียบจะหมดไป เป็นเพียงการเปลี่ยนโฉมหน้าและวิธีการ แต่ยังคงมีเป้าหมายเดียวกันอย่างเหนียวแน่น นั้นก็คือ กำไรสูงสุด!

ดังนั้นภารกิจทางประวัติศาสตร์อันจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาชนร่วมสมัย ณ ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น เอ็นจีโอ และกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสรรค์สังคมด้านต่างๆ ยังคงต้องรับช่วงในการสืบทอดเจตนารมณ์ ลงมือปฏิบัติเพื่อมุ่งสู่เส้นทางแห่งการปฏิวัติสังคมที่ดีงามร่วมกันต่อไป ในยุคสมัยแห่งทุนนิยม การปฏิวัติเพื่อสังคมใหม่ไม่เคยหล้าสมัย แต่จะใช้วิธีการที่เหมาะสมอย่างไร นี่คงเป็นคำถามซึ่งต้องหาคำตอบร่วมกัน

แน่นอนที่สุดว่าตราบใดที่สังคมชนชั้นบนวิถีทางแห่งทุนนิยม การขูดรีดส่วนเกินเพื่อสะสมทุน ทำกำไรตอบสนองระบบก็ยังคงดำรงอยู่ ดังนั้นการกดขี่เอารัดเอาเปรียบก็ยังคงดำรงอยู่เช่นเดียวกัน และที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นคือ กฎเกณฑ์แห่งสังคมชนชั้นจะต้องทำหน้าที่ การตอบโต้ของผู้ถูกกดขี่จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นสัจธรรมซึ่งถูกกำหนดขึ้นอย่างรู้เท่าทันและถูกพิสูจน์จากประวัติศาสตร์ครั้งแล้วครั้งเล่า ที่ใดมีการกดขี่ที่นั่นย่อมมีการต่อสู้ คำขวัญนี้จะยังก้องอยู่ในหัวใจผู้รักความเป็นธรรมและมวลชนผู้ถูกกดขี่อยู่ตลอดไปในสังคมแห่งชนชั้น!




....ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อหลายทศวรรษที่ผ่านมา หากเอ่ยคำว่า คอมมิวนิสต์ ดูเหมือนจะเป็นคำที่มีความหมายถึงการกระทำอันเป็นปฏิปักต่อสถาบันหลักของชาติ ศาสน์ กษัตริย์....นิยามที่ถูกใช้เป็น

เครื่องมือของผู้กุมอำนาจรัฐในการสร้างความตื่นกลัวให้กับมวลชน..เป็นการพยายามควบคุมแนวคิดที่แตกต่างและหลากหลายเพื่อไม่ให้มีอำนาจต่อรองเทียบเท่ากับอำนาจของรัฐที่ปกครองแบบ

รวมศูนย์จากส่วนบนไปสู่ส่วนล่างในระดับรากหญ้า...ระบบคอมมิวนิสต์ เป็นหลักการที่คิดขึ้นมาโดยนักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงคือ คาร์ล มาร์ก และ แองเกิล

...ในรูปแบบของทฤษฏีที่ว่าด้วยระบบการจัดตั้งเป็นองค์กรทางสังคมที่ปราศจากชนชั้น และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนรากฐานของการเป็นเจ้าของร่วมกันในระบบการผลิตและกระจายผลประโยชน์...

..สหภาพโซเวียตเป็นประเทศแรกในโลกที่นำระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์มาใช้และล่มสลายลงไปในเวลาเพียง 73 ปี
(1917-1990)...ในทางแถบเอเชียของเรานั้นประเทศจีนเ็ป็นค่ายใหญ่ของ

ลัทธินี้...หากจะพิจารณาโดยหลักการ แนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ดูคล้ายโลกยุคพระศรีอาริย์ในความฝัน...ทุกอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียมกันหมด....

แต่ในทางปฏิบัติ จริงๆแล้ว..หลังการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงสังคม..สิ่งเย้ายวนกิเลสมนุษย์อย่างอำนาจก็เข้ามามีบทบาท ท้าทายอุดมการณ์ที่เคยมี..ตามมาด้วยเงินทองสิ่งตอบแทน...อุดมการณ์เพื่อผู้ยากไร้เริ่มจางลงไปตามวันเวลา....

...จึงไม่แปลกที่จะพบว่าเมื่อถึงที่สุดแล้วผู้ที่มีอำนาจและตำแหน่งสูงส่งทางการเมืองของระบบนี้ก็มีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างไปจากนายทุนในระบบทุนนิยมเท่าใดนัก...แม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์ของ

ประเทศจีนเอง ..ปัจจุบันก็เหลือแต่ชื่อ ส่วนพฤติกรรมนั้นดูจะออกไปในแนวของเผด็จการทุนนิยมเสียมากกว่าคงรูปแบบของ

คอมมิวนิสต์ทางทฤษฏี...




จากกระทู้แนะนำของผมเองในพันทิป...ห้องเฉลิมไทยครับ

http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A5925929/A5925929.html

ในมุมองผมคิดแบบนี้นะครับ...

ถ้าจะให้ดี ผมว่า...การตั้งโต๊ะลงนามถวายพระพร...ควรไปกระทำกันที่อื่น ที่ไม่ใช่ที่ โรงพยาบาลศิริราชครับ...เช่นพระบรมมหาราชวัง สนามหลวง...หรือหน้าพระราชวังสวนจิตรฯ ฯลฯ..

คือ...ถ้ามีการตั้งโต๊ะให้ประชาชนทั่วไปมาลงนามได้ นั่นก็หมายถึง คนจะแห่กันมาแออัดกันอยู่ที่นี่ ซึ่งมีแต่ผลเสียหลายๆ ได้...เช่นรถติด(ทำให้รถพยายบาลติดไปด้วย), ห้องน้ำห้องท่า, เรื่องสุขอนามัย, เกะกะการทำงานของเจ้าหน้าที่..ฯลฯ

คือเข้าใจนะครับ ว่ารักในหลวงกัน....แต่ไอการที่ไปนั่งเฝ้า นอนเฝ้า ที่โรงพยาบาล...และตะโกนโหวกเหวกๆ...ว่า "ทรงพระเจริญๆๆๆๆ" กันในโรงพยาบาล ซ้ำยังร้องเพลงสดุดีมหาราชา เสียงดังลั่น...

เป็นเรื่องที่ไม่ควรอย่างยิ่ง...เป็นสิบ ยี่สิบ คน ก็ไม่เท่าไหร่...แต่นี่เป็นร้อยเป็นพันคน...ล่าสุดเมื่อวาน

...."สามหมื่นคน".....

ตระหนักกันให้มากนะครับ...ว่าเป็นการรบกวนพระองค์ท่าน รวมทั้งคนไข้รายอื่น และการทำงานของแพทย์ พยาบาล กันหรือเปล่า...

เพื่อนผม พ่อไปผ่าตัดดวงตา นอนพักฟื้นอยู่ชั้น 9...บอกว่า พ่อไม่ได้พักผ่อนเลย..เสียงดังลั่นมาถึงห้องพักฟื้นผู้ป่วย

จริงๆแล้ว...หน่วยงานรับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง ควรกันคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ออกไปนอกบริเวณพื้นที่...ที่มีการเสด็จ หรือห้ามส่งเสียงรบกวนใดๆ ทั้งสิ้นภายในโรงบาลที่ประทับ...โดยเด็ดขาด

เมื่อก่อนนี้...เมื่อมีพระบรมสานุวงศ์องค์ต่างๆ เข้ารับการรักษาที่นี่...ผมไม่เห็นเป็นแบบนี้เลย...ทำไมตอนนี้ถึงเป็นแบบนี้ไปได้

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคิดไรกันอยู่ครับ...ถึงปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปได้...อย่าทำให้พระองค์ท่านทรงไม่สบายพระทัยไปกว่านี้เลยครับ...คิดกันให้มากๆ นิดนึง...

เฮ้อ...


การแสดงความรักต่อพระองค์...แค่เราหมั่นทำความดี เป็นคนดีของสังคม รู้จักความพอดีกับตัวเราเอง...ไม่ทำตัวให้เป็นภาระต่อสังคม...

ผมเชื่อว่า...แค่นั้นพระองค์ท่านก็คงจะพอพระทัยแล้ว...


แค่มุมมองส่วนตัวนะครับ...ใครจะว่าผมยังไงก็ช่าง

แต่ผมคิดแบบนี้จริงๆ ครับ...

ท้ายนี้...


"ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ พลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์...เป็นมิ่งขวัญปวงชนชาวไทย...ตลอดกาลนานเทอญ"



ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ...


ประเทศไทย มีรัฐธรรมนูญมาจากการรัฐประหารโดยทหารตลอด ฉะนั้น ก็จะรัฐธรรมนูญเอื้อต่อระบบชนชั้นนำทหาร แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญ ปี 40

ที่กระแสของประชาชนให้มีการปฏิรูปการเมืองหลังพฤษภาทมิฬ ก็เป็นครั้งแรกที่มีการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งประเทศเพื่อหา สสร.เข้าไปร่างกฏหมาย ไม่แบบตอนนี้ที่แต่งตั้งคนกันเอง ทำให้

รัฐธรรมนูญ 40 เป็นรัฐธรรมนูญที่ภาคประชาชนแข็งแรง ในขณะเดียวกันก็ทำให้แนวระบบรัฐและชนชั้นนำทหารและกลุ่ม23;าชนิกุล/พวกขุนนางอำมาตย์ข้าราชการกำลังอ่อนแอลง ที่สำคัญ

รัฐธรรมนูญ 50 ไม่ควรรับ เพราะ เรื่องใหญ่ๆ 3 ข้อดังนี้

1. ที่มาของสส.แนวทางถอยหลัง จะทำให้ได้หลายๆพรรคร่วมรัฐบาล ไม่มีพรรคใหญ่ทำให้รัฐบาลเข้มแข็ง จะมีการต่อรองในการร่วม

รัฐบาลสูง

2. ไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะ สว. มีทั้งหมด 150 คน ภาคราชการเลือกมาให้ 74 คน ให้มีการเลือกตั้ง 76 คน ทำให้รัฐธรรมนูญบูดเบี้ยว คนแต่งตั้งจะมายกมือขับไล่คนเลือกตั้ง

3.กฏหมายเอื้อทหารทำการปฏิวัติ


พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว เปิดตัวการทำคุ้กกี้จตุคำ "รุ่นฉุกคิด 4 คำ รวยโคตร" บรรจุในกระป๋องอะลูมิเนียม โดยรูปแบบคล้าย

จตุคามรามเทพ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม. ด้านหน้าปั๊มตัวหนังสือว่า "จตุคำ" มีทองคำเปลวติด

ส่วนด้านหลังมียันต์คาถามหาเศรษฐี ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนว่า "อุ อา กะ สะ" แปลว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้ พร้อมลายเซ็นของพระพยอม

พระพยอม กล่าวว่า ที่ทำคุกกี้จตุคำ เพราะที่ผ่านมาพยายามพร่ำสอนเตือนให้คนไทยได้ฉุกคิดและเข้าถึงหลักคำสอนของ พระพุทธเจ้าอย่างแท้จริง ทั้ง

การเทศน์ การสอน แต่ระยะหลังนับตั้งแต่เกิดกระแสจตุคามรามเทพ ทำให้คนไทยโดยเฉพาะชาวพุทธที่กำลังหลงทิศ หันไปยึดถือยึดติดจตุคามแทนที่

จตุรา อริยสัจ หรือ อริยสัจสี่ ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ได้ทรงตรัสรู้ไว้ อันเป็นหัวใจแท้ๆ ของชาวพุทธที่สอนให้รู้ว่าทุกข์เกิดได้อย่างไร 4 ประการ

คือ การมีอยู่ของทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ และหนทางไปสู่ความดับทุกข์


พระพยอม กล่าวอีกว่า ชื่อคุกกี้จตุคำ รุ่นฉุกคิดรวยโคตรนั้น นำมาจากคาถามหาเศรษฐีที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้คือ "อุ อา กะ สะ" ซึ่งนำมารวมกันก็

จะได้ความหมายว่า ขยันหา ขยันเก็บ เลือกคบ เลือกใช้ ดังนั้นเมื่อฉุกคิดและเข้าถึงคำ 4 คำนี้ได้ ก็จะรวยได้รวยดีอย่างแน่นอน จึงเป็นที่มาของจตุคำ

*********************************************************************************************************

แหม่..มุข Creative หลวงพ่อท่าน...น่านับถือจริงๆ นะครับ.....555

แกบอกว่า...ที่โดนด่าก็มีเยอะนะครับ...แต่หลวงพ่อท่านยอมอ่ะ....เพื่อให้ชาวพุทธได้เข้าใจถึงแก่นแท้ของความเป็นพุทธศาสนา....

และหูตาได้สว่างกันซักที....

ว่าวันไหนว่างๆ...จะแวะไปวัดสวนแก้วซักหน่อย ไปหาเช่า...เอ้ย!!! ซื้อ....ซัก 4-5 กระป๋อง มาแจกจ่ายญาติพี่ น้อง และเพื่อนร่วมงาน (บางคน) ซักหน่อย...

จะได้อิ่มบุญ...กันถ้วนหน้า....555


อนุโมทนาสาธุด้วยคนนะครับ...หลวงพ่อ....


(ทนมานานละ....กับเรื่องนี้...)


•บทความท้าทาย ขบวนการจตุคามรามเทพ•

บทความนี้ได้รับการอนุญาตจากผู้เขียนคือคุณพยัคฆ์ร้ายแหä8;งคลองบางหลวง ให้นำมาเผยแพร่ เนื่องจากเห็นหลายท่านมีความสนใจในเรื่องนี้พอสมควร เป็นอีกแง่ที่อยากให้ทราบครับ
-------------------------------------------------------
บทความนี้ผมจะเขียนถึงด้านมืดของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ได้ทำให้เมืองไทยเกิดกระแสฟีเวอร์เครื่องรางของขลัง ซึ่งไม่เน้นว่าเรื่องใดเป็นพิเศษจะผสมปนเปกันไปตามข้อมูลที่ผมมีอยู่ดังนั้น บทความนี้อาจต้องมีการเหยียบเท้าใครบ้างผมจะไม่มีวันขออภัยเป็นอันขาด แต่ถ้าท่านมีข้อมูลโต้แย้งก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมอาจจะพิจารณา

และถ้ามีเหตุผลพอผมจะ “ขอโทษ” เป็นทางการตามแบบฉบับของ “สันติชน”

มาเริ่มกันเลยนะครับ...

ผมขอเปิดที่ องค์จตุคามรามเทพ ก่อน ท่านไปหาอ่านประวัติของเทพนี้ได้ในวิกิพีเดีย หรือ เวบไซต์ขายพระทั่วไป ผมไม่มีหน้าที่จะต้องมาเล่าความเป็นไปของท้าวเธอองค์นี้

ผมมีความนับถือในความเป็น ธรรมราชา ของ พระศรีธรรมโศกราช ทุกพระองค์ แต่การเขียนนี้พบได้จาบจ้วงบุคคลกลุ่มหนึ่งเท่านั้นที่นำท้าวเธอมาแอบอ้างหากิน

แต่ก่อนในนครศรีแทบไม่มีใครจะรู้จัก องค์จตุคามรามเทพเลย จนเมื่อมีโครงการสร้างหลักเมือง เริ่มแรกขนมเปี๊ยะชุดนี้ได้สร้างขึ้นมาขายในราคาถูก เรียกได้ว่าไล่แจกกันยังไม่ใครเอา จะนำมาก็เพียงเอามาเล่นเหมือนที่มาของ งบน้ำอ้อย หลวงพ่อเนียม วัดน้อย...

แต่อยู่ ๆ ก็มีเซียนพระคนหนึ่งเหมาเครื่องรางนี้มาเป็นคันรถกะบะมุ่งตรงมายังกรุงเทพ... แล้วเขาอ้างว่าได้ไล่แจกคนอื่นจนหมดแม้แต่ตัวเองก็ไม่มีเหลือเลยแม้แต่องค์เดียว... (มีใครรู้เรื่องนี้หรือไม่ช่วยเอาหลักฐานมายืนยันที) หลังจากเกิดเหตุการณ์ยกพระทั้งเล้าแล้วไม่นานนัก...

กระแสฟีเวอร์ จตุคามก็เกิดขึ้นตามมา อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ต่างมีแต่เสียงลือว่า “ขออะไรก็ได้ดั่งหวัง” “แคล้วคลาด” แต่น่าแปลกว่า ไอ้ตอนที่เครื่องรางชุดนี้ถูกดองมานานปี เปิดให้เช่าองค์ละห้าสิบบาท ไม่ยักจะมีข่าวเลย หรือว่า เครื่องรางชุดนี้มีลักษณะคล้ายเหล้าต้องบ่มก่อนจึงจะใช้ได้

น่าตลก...

เครื่องรางความศักดิ์สิทธ์เหล่านี้อยู่ที่แรงสมาธิของผู้สร้าง ในยุคหนึ่ง หลวงพ่ออี๋ สัตหีบ เสกไอ้ขิกวิ่งแข่งกับเรือรบ มิต้องรอเวลาให้ใครมาเหมาเลย... ก็ศักดิ์สิทธ์

ทำไม ของอย่างนี้ต้องรอให้ใครมาเหมาก่อนรึ...

จากนั้นราคาก็ได้ถีบตัวสูงขึ้นและสูงขึ้นทุกวัน ตอนที่ผมรู้เรื่องนี้เป็นครั้งแรก ก็ต้องมีเงินหมื่นถึงจะพูดคุยกันรู้เรื่อง...

เหตุการณ์ราคาถีบตัวสูงนี้เปรียบได้ในหลายกรณี เห็นตัวอย่างเช่น รุ่นหกวัดปากน้ำ ในช่วงที่พระรุ่นนี้พีกสุดขีดราคาพิมพ์นิยมเรียกกันเป็นแสน และตามหน้าหนังสือพิมพ์ในแต่ละวันก็ปรากฏเรื่องราวความศักดิ์สิทธ์ของพระรุ่นนี้มาตลอด ยิงไม่เข้าบ้าง รถคว่ำไม่ตายบ้าง

แต่ที่น่าสังเกตคือ ทำไมพระรุ่นนี้ในปัจจุบันถึงไม่มีราคาค่างวดใดเลย...

หรือ สิ่งศักดิ์สิทธ์เหล่านี้มีวันหมดอายุ มีเสียงที่ผมไม่กล้ายืนยันเล่ามาให้ผมฟังว่า เป็นเพราะคนกลุ่มหนึ่งได้ขอทำบุญมากเป็นพิเศษเพื่อคัดพระและเช่าออกไปในจำนวนที่มาก แต่ได้รับการปฏิเสธอย่างไม่เหลือเยื่อใย

ความศักดิ์สิทธ์จึงหมดอายุเอาดื้อ ๆ อืมมมมม์ สิ่งศักดิ์สิทธ์นอกจากมีราคาขึ้นลงแล้ว ยังมีวันหมดอายุอีกซะด้วย แปลกแต่จริง...

และก็มีเรื่องน่าแปลกอีกเรื่อง ถ้าใครเดินผ่านสนามพระบ้างจะทราบว่า พักหนึ่งมีการกว้านซื้อเหรียญชินราชอินโดจีนและพระรูปหล่อชินราชอินโดจีน อย่างเป็นประวัติการณ์ ในตอนนั้นองค์ละไม่กี่บาท แพงสุดของรูปหล่อคือ สามพันห้า มีการซื้อขายแบบเทกระจาดกันอยู่พักหนึ่ง จนเหมือนตลาดจะเงียบไปเพราะได้ซื้อหากันมาหมดแล้ว

เงียบไปพัก... ก็มีข่าวเรื่องราวประสบการณ์ของพระรุ่นนี้ ในทำนองอภินิหารออกมาเหมือนเดิม และพระเหล่านี้ก็ถูกนำมาประดับในตู้ของศูนย์พระเครื่องอีกครั้งด้วยราคาที่แพงกว่าเดิม

อืมมมมมม์ กรณีนี้เรียกว่า ศักดิ์สิทธ์เป็นพัก ๆ เป็นการศักดิ์สิทธ์อย่างไม่มีเหตุผลเสียด้วย

กลับเข้ามาที่เรื่องเดิม ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า ของศักดิ์สิทธ์เหล่านี้ ผมเชื่อว่ามีดีและมีความศักดิ์สิทธ์อย39;่ในตัวของแต่ละองค์อยู่แล้ว แต่เส้นทางการเดินกลับแปลก ๆ ชอบกล จึงเป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่า “มีใครมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า”

กลับมาที่จตุคามรามเทพอีกครั้งนะครับ...

ตอนกระแสฟีเวอร์ยังคาอยู่ เหล่าบรรดาวัดต่าง ๆ ก็ได้มีพิธีปลุกเสกกันอย่างเป็นประวัติการณ์ มีการอ้างจากบางวัดว่า วัดของเขาเป็นแหล่งกำเนิดองค์จตุคาม เพราะองค์จตุคามได้ถือกำเนิดที่นี่ ยาวไปถึงมารดาท้าวจตุคามแล้วครับท่าน... และในแต่ละพิธีก็มีการเข้าทรงไม่ต่างจากพิธีแรกเลย และคนเข้าทรงในพิธีนี้ก็ได้เวียนไปเข้าทรงในหลาย ๆ วัด (โปรดนึกภาพทัวร์นกขมิ้นของอดีตนายกจะได้อรรถรสเพิ่มขึ้นสามเปอร์เซ็นต์)

ทำให้ผมได้เกิดความรู้ใหม่ว่า สิ่งศักดิ์สิทธ์ระดับเทพนี้หมุนเวียนได้เรื่อยไม่จำเป็นต้องอยู่เป็นที่เป็นทาง คอยฟังว่าใครจะเรียก... ทันทีที่มีกลิ่นธูปท่านก็จะลอยไปทันที เป็นเทพที่ไม่ถือตนเป็นอย่างยิ่งน่านับถือ...

สงสัยเทพองค์นี้จะกินของจากทางสามแพร่งจนชิน ท่านจึงลอยไปมาไร้หลักแหล่ง แม้แต่อยุธยาท่านก็ยังไป...

ตลกมากเกินไปแล้ว... ตลกแบบนี้ผมรับไม่ได้เลยครับ เพราะแท้จริงแล้วผมไม่มีความเชื่อว่า เทพระดับนี้หรือผู้เป็นเสาแห่งจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราชจะลอยไปมาได้แบบนี้ เพราะเหตุใด... มนุษย์ถึงได้เชิญและเรียกเทวดาได้ตามจำชอบ...

เรื่องนี้เคยปรากฏในพระปิฏกบทไหนหรือ... ผมได้ยินแต่ว่า เทพจะเหม็นกลิ่นมนุษย์ท่านจะไม่ลงมาใกล้โลกเกินหมื่นโยชน์แต่นี่ เดินสายทัวร์เชียว ไม่ทุเรศไปหน่อยเหรอ...

ทำไมคนพุทธ ไม่เข้าใจถึงแก่นซักที ไม่เลือกที่จะเชื่อซักที

น่าเบื่อหน่าย...

และยังมีอีกถึงความมหัศจรรย์ของพระรุ่นนี้ ท่านลองไปถามได้เลยทันทีที่อ่านบทความนี้จบ ผมได้ยินมากับหูจากหลาย ๆ แหล่ง แม้แต่ในเขต วัดพระมหาธาตุ นครศรี ก็ยังมีเรื่องนี้ให้ได้ยิน โปรดเลือกบริเวณร้านที่เปิดให้เช่าพระ

เขาจะบอกว่า ทักษิณ ชินวัตร ได้ชนะการเลือกตั้งและร่ำรวย เพราะใส่องค์ จตุคาม ไม่เพียงแต่แค่นั้น ยังได้อ้างว่า

“ในหลวงของเรา ในหลวงของปวงชาวไทย ก็ทรงองค์จตุคาม”

ผมบอกรุ่นให้ด้วย “เหลืองปัดขาว”

หากินกันทุเรศไปหน่อยมั้ง ไอ้คนใจบาป...

แต่ใด ๆ เรื่องนี้ผมก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ผมมิได้ตำหนิในความเป็นเทพขององค์จตุคามรามเทพ ผมกลับนับถือท่านอย่างมากมาย เพราะเวลาผมจะเดินขึ้นบันไดไปนมัสการองค์พระมหาธาตุทีไร ผมต้องยกมือไหว้รูปสลักท่านตรงสองข้างบันไดทุกที... เพราะผมเชื่อในความมีของท่าน ซึ่งดูแล้วเหมือนว่า ท่านทำหน้าที่รักษาองค์พระธาตุ

ซึ่งแสดงว่า องค์จตุคามรามเทพ เป็นพุทธมามกะชั้นยอด

แต่ทำไมพิธีของท่านจึงถูกดำเนินโดยไร้ขอบเขตของความเป็นพุทธอย่างนี้ ไม่เข้าใจ...

ดังนั้น ที่ผมดูถูกคือ คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียและแอบอ้างพระนามท่านหากิน เพื่อประโยชน์ของพวกมันเองกลับเอาศรัทธาของคนมาเล่นซะได้และโกหกกันเป็นเรื่องเป็นราว

อ้างยาวไปถึงเบื้องสูง ทั้ง ๆ ที่คนอย่างพวกมันไม่มีค่าแม้จะกล่าวถึงพระองค์ท่าน...

คนกลุ่มนี้ที่สร้างกระแสฟีเวอร์ ผมไม่เจาะจงว่าเป็นใคร เพราะผมไม่อยากมีรอยกลมกลางหน้าผาก ผมขอสาปแช่งพวกมันทุกผู้ทุกตัว ที่ได้กระทำการแบบนี้มาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และก็ยังตีหน้าใสซื่อหลอกลวงประชาชนต่อไป

สิ่งศักดิ์สิทธ์ มีอยู่ทั่วทุกอณู ในอากาศ ใต้น้ำ บนดิน ถ้าเราทำดี มีศีลธรรม แม้ในคอไม่มีอะไรเลยก็อยู่อย่างปลอดภัยมีความสุข

คนที่มีประสบการณ์กลับเรื่องการอยู่ยง ผมไม่เถียง เพราะผมเองก็เคยมีมาเหมือนกัน เข้าทำนองสิ่งศักดิ์สิทธ์ช่วย แต่ผมอยากถามว่า นั่นเพราะอะไร

ศรัทธา อาจก่อให้เกิดพลังปาฏิหาริย์ได้ทุกเมื่อ....

ดังนั้น สิ่งศักดิ์สิทธ์จะไม่มีค่าอะไรเลย ถ้าคุณไม่เป็นคนดีและไม่มีศรัทธา

ศรัทธาจอมปลอม นึกหรือว่าจะคุ้มหัวกะลาใครได้...

ผมเชื่อเสมอว่า สิ่งศักดิ์สิทธ์ที่สุดในโลกคือตัวของคุณเอง ทุกคนเป็นคนศักดิ์สิทธ์ถ้าคุณรู้ที่จะทำ รู้ที่จะวางตัว รู้ที่จะเลือกการใช้ชีวิต

อย่าให้ใครมาหากินบนความศรัทธาของคุณเลยครับ... เพราะผมได้ร่ายมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่า ท่านคงได้อะไรจากคนเหล่านี้ไปบ้าง

แล้วแต่คุณจะเชื่อผมหรือไม่...

แต่ผมเชื่อว่า ตัวคุณเองนี่แหล่ะคือ สิ่งศักดิ์สิทธ์

และผมก็เชื่อในตัวเองอย่างนั้นเช่นกัน

สวัสดี

จากคุณ : พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง


เป็นการรวบรวมผลงานจากกลุ่มคน กลุ่มหนึ่ง ที่ร่วมกันต่อต้าน รัฐประหาร และเผด็จการครับ...ซึ่งผมอ่านแล้ว...รู้สึกเป็นห่วงประเทศเรามากในขณะนี้..!!!!

225. ประธาน คมช พลเอก สนธิ สั่งอนุมัติด้วยตัวเองให้กรมพลาธิการซื้อเสื้อเกราะจำนวน 4,517 ตัวมูลค่า 174 ล้านบาท ด้วยวิธีพิเศษให้กับบริษัทขายยุทธภัณฑ์รายใหญ่สามบริษัทให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม 2550 ซึ่งปลายปี 49 บริษัทเหล่านี้ได้พาภรรยานายพลทั้งหลายไปเที่ยวญี่ปุ่นพร้อมเงินติดตัวคนละ 1 ล้านบาท ต่อมาต้นปี 50 ก็ได้พาเจ้ากรมพลาธิการและคณะครอบครัวนายทหารไปเที่ยวออสเตรเลียพร้อมเงินติดตัวครอบ
ครัวละ 5 แสนบาท จากนั้นทั้งสามบริษัทก็ได้ซื้อรถยนต์ใหม่ให้กับนายทหาร เรื่องนี้ได้ถูกส่งให้นายสัก กอแสงเรือง กรรมการ คตส แล้วแต่นายสักดองเรื่องเก็บไว้ไม่สนใจจัดการ

224. สุดยอดจริยธรรมผู้นำยุครัฐบาลเถื่อน สพรั่ง กัลยาณมิตร ต่อมจริยธรรมด้าน แอบผลักดันน้องชายผ่านทางอธิบดีกรมศุลกาการ ข้ามหัวและข้ามห้วย ข้าราชการในสังกัด นั่งตำแหน่งผอ.สำนักอากร กรมศุลกากร โดยไม่ใส่ใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ข้าราชการว่าขี่รถถังมา ด้านน้องชายใช่ย่อย กร่างไม่แพ้ผู้พี่ ประกาศจองเก้าอี้ตั้งแต่ยังไม่มีคำสั่งแต่งตั้ง ในขณะที่ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนัก ตรวจสอบอากร กรมศุลกากร ผู้ที่สมควรจะได้รับแต่งตั้ง คือนางระวิ ผู้เชี่ยวชาญ สำนักตรวจสอบกลาง กรมศุลกากร

223. นายกเถื่อนรีบร้อนรวบรัดให้ ครม มีมติ อนุมัติการลงนาม FTA กับ ญี่ปุ่น เพราะกลัวญี่ปุ่นไม่ให้เงินกู้สร้างรถไฟฟ้าที่คาดว่าอยากจะให้เป็นผลงานของรัฐบาลชั่
วคราวนี้ให้ได้ก่อนลงจากอำนาจ

222. ส่งทหารยึดสำนักโฆษกประจำสำนักนายกอย่างเบ็ดเสร็จ พล.อ พงษ์เทพ เทศประทีป เลขาธิการนายก รมต ได้ขอตัว นท สุรสันต์ คงศิริ หัวหน้า แผนก การฝึก และ ศึกษาศูนย์ปฎิบัติ การเพื่อสันติภาพ กรมยุทธ์การทหาร กองบัญชาการ ทหารสูงสุด มาช่วย ราชการ ในด้านข้อมูล ข่าวสาร และ ต่างประเทศ เพื่อแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการ สำนักโฆษกต่อไป หลังจากที่ ครม มีมติ ให้ย้ายนาย วิสุทธิ์ นิรัตติวงค์กรณ์ ผ.อ. คนเดิม ออกไปโดยไม่มีเหตุผลอะไรเลย

221. พล.อ. สุรยุทธ์ กล่าวว่าจากแก้ปัญหาเกษตรจนปานนี้ยังแก้ไม่ได้ และเกษตรกรกลุ่มเครื่อข่ายหนี้สินชาวนาบอกว่าถ้ารัฐแก้ไม่ได้จะอพยพไปอยู่ลาว ทันที่ที่พูดจบบรรดารัฐมนตรีได้พากันหัวเราะ ขำกันทั่วหน้า

220. ตลาดเงินป่วนหนัก เจอมาตรการลับเฉพาะแบงก์ชาติ ตะลึง!แฟกซ์สมาคมธนาคารไทยส่งถึงแบงก์พาณิชย์ สั่งปรับฐานะการถือครองเงินต่างประเทศ ตลาดเงินงง !เป็นไก่ตาแตกไม่เคยเจอมาตรการแบบนี้ ขณะที่ค่าเงินบาทเข้าภาวะวิกฤติหนัก แบงก์นอกช้อนซื้อเก็งกำไรกันสนุก นักบริหารเงินชี้จับตาตลาดเงินป่วนหนัก

219. ยังเพิกเฉยไม่สนใจการแก้ไขปัญหาไฟใต้จนชาวบ้านอ. สะบ้าย้อย จ. สงขลากว่า 1000 คน รวมตัวกันเรียกร้องต่อพล.เอก อดีตแม่ทัพภาค 4 สมาชิกสภานิติบัญญัติที่นั่งแต่ห้องแอร์ ใช้แต่ปากแก้ปัญหา ชาวบ้านจะขอจับอาวุธต่อสู้กับโจรใต้เองและอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเหยื่อโจรใต้ให้เท่
าเทียมกับพวกโจรใต้ที่นายทหารผู้ใหญ่ในกองทัพปูผ้ากราบและสั่งห้ามทำอะไรรุนแรง

218. ศูนย์ประชาสัมพันธ์เชิงรุก (วอร์รูม) ของรัฐบาลเถื่อนผลาญเงินชาติ 10 ล้านบาทออกหนังสือปกดำ 1 แสนเล่มเพื่อใช้โจมตีใส่ร้ายผลงานของรัฐบาลของ พตท. ทักษิณ ชินวัตร

217. รองนายกโฆษิตหมดปัญญาดึงเงินลงทุนจากต่างชาติเพราะนักลงทุนต่างชาติไม่ไว้ใจในรัฐบาล
เผด็จการ ยอมรับว่าต้องโยนภาระการกอบกู้เศรษฐกิจ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับรัฐบาลชุดต่อไปที่จะมาจากการเลือกตั้ง โดยสารภาพว่าการอธิบายให้หอการค้าต่างชาติในหลายๆครั้งที่ผ่านมานั้นเป็นการอธิบายที
่ไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้เลย

216. พลเอก สพรั่งฉีกสัมปทานร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินสุวรรณภูมิ ที่มีกับบริษัทคิง พาวเวอร์ ทำลายความเชื่อมั่นชองภาคเอกชนอย่างสิ้นเชิง ไม่เหลือไว้ซึ่งความภาคภูมิใจใดๆของคนไทยอีก แสดงให้เห็นถึงความโบราณไม่เข้าใจในหลักการบริหารงานแผ่นดิน หลักความรับผิดชอบ แม้ว่าคิงพาวเวอร์จะส่งค่าตอบแทนให้รัฐไปเป็นหมื่นล้านบาทแล้ว ทำลายความมั่นใจกับผู้ลงทุนที่ไม่กล้าที่จะเข้ามารับสัมปทานหรือทำสัญยากับรัฐและไม่
มีสถาบันการเงินไหนกล้าให้กู้เงิน

215. ปลัดกระทรงการคลังออกมายอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมาที่ยังไม่ทรุดตัวเป็นเพราะยังมีบุญเก่าจากรัฐบาลก่อนที่ช่วยพยุงไม่ให
้เศรษฐกิจตกต่ำ แต่บุญเก่านี้กำลังจะหมดไป ทำให้ทุกคนมองว่า "ไม่เห็นอนาคต" หลังจากปฏิวัติเป็นต้นมาเป็นครั้งแรกที่ รัฐบาลมีผลการจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าประมาณการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไอเอ็มเอฟให้คำแนะนำมาปลายประการแต่รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่ากลับทำหูหวนลม

214. รัฐมนตรีคลัง ฉลองภพ จวกยับ !!! นโยบาย"หันหลังให้กับโลก กรอบในการเดินนโยบายเศรษฐกิจอาจจะไม่ใช่ทางเดินที่ควรจะเดิน รัฐบาลเดินผิดทาง หรือแม้กระทั่งหลายเรื่องที่ผมเห็นว่ามันไม่มีทิศไม่มีทาง นโยบายบางอันที่ออกมาก็เหมือนกับว่าหันหลังให้โลก ประเทศไทยเราจำเป็นที่ต้องเป็นเพื่อนกับชาวโลกเขา

213. ดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิ่งลงเหว ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกันนับแต่มีการปฏิวัติ นักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมขาดความมั่นสั่ง มีความเสี่ยงต่อการทำธุรกิจ แรงซื้อหดหาย ทุกภาคการผลิตปรับตัวลดลง ปริมาณสินค้าคงคลังค้างอยู่ในโกดังในระดับที่มากขึ้น ผู้ประกอบการมีการปลดคนงานลงเพื่อรักษาสภาพของธุรกิจให้อยู่รอด

212. คมช เคยกล่าวหารัฐบาลก่อนเล่นพรรคพวกแต่ในที่สุดการโยกย้ายนายทหารกลางปี 2550 ส่งเพื่อนร่วมรุ่นย้ายข้ามหัวคนเก่งกินตำแหน่งใหญ่ๆ คนสนิทบิ๊ก คมช เข้ามานั่งตำแหน่งสำคัญกุมฐานกำลังทหาร แล้วเด้งนายทหารที่ตนเองคิดว่าเป็นคนของรัฐบาลเก่าเข้าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษ
ากันถ้วนหน้า ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่นายทหารมากมายจนเกิดการรวมตัวกันประกาศจุดยืนไม่เห็นด้วย
กับการโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรมสร้างความแตกแยกในครั้งนี้

211. ประชาชนคนรากหญ้าหมดศรัทธา การปล่อยสินเชื่อให้ลงถึงระดับล่างที่ลดลงมากถึง 50,000 ล้านบาท โดยสินเชื่อของธนาคาร SME ลดลง 20,000 ล้านบาท และเม็ดเงินจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาลก่อนลดลง 30,000 ล้านบาท ผลมาจากรัฐบาลเถื่อนได้เปลี่ยนแปลงโครงการของรัฐบาลก่อน แม้ว่าจะพยายามหว่านเงินสู่รากหญ้าผ่านยุทธศาสตร์อยู่ดีมีสุข 5,000 ล้านบาท และโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง 5,000 ล้านบาท แต่ถือว่าเป็นยอดเงินจำนวนน้อย และยากที่กระตุ้นเศรษฐกิจ

210. ประธาน คมช พลเอก สนธิ โยนกลองปัญหาภาคใต้ให้แม่ทัพภาค 4 ไม่มีนโยบายอะไรแม้แต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีนโยบายเชิงรุก ตอบโต้ คนบริสุทธิ์ตายเป็นใบไม้ร่วง คนไทยมุสลิมอพยพเข้ามาเลเซียเป็นรายวัน ไทยพุทธย้ายถิ่นฐานออกนอกจังหวัด สิ้นปัญญาแก้ปัญหา พลเอก สนธิ ประกาศว่าจะไม่ลงไปภาคใต้อีกแล้วและปัญหาภาคใต้จะแก้ไขได้ภายใน 10 ปี!!! ส่วนพลเอก สะพรั่ง ประกาศว่าต้องให้ผู้บังคับบัญชาสั่งก่อนถึงจะไปเพราะงานที่สำคัญคือการทำงาน คมช ที่กรุงเทพม งานกินเงินเดือนบอร์ดรัฐวิสาหกิจ และงานตามล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

209. คมช.ตีปี๊บระดมลิ่วล้อเผด็จการหนักแผ่นดินแถลงผลงานอัปยศในวาระครบรอบ 6 เดือนที่ปล้นอำนาจการปกครองจากประชาชน สั่งถ่ายทอดออกทีวีทุกช่องช่องทั้งช่อง 3, 5, 7, 9, 11, TITV, และ UBC มีแต่ผลงานน้ำลายกล่าวหาใส่ร้ายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่สนใจว่าตนเองทำลายประชาธิปไตยจนย่อยยับ และยังมีหน้ามาโฆษณาชวนเชื่ออีก..ว่าเป็นคนดี...ทำเพื่อประชาชน มีผลงานอันดีงามมากมาย แต่เอกชนต่างๆประเมินผลงานให้สอบตก ถอดใจแล้วกับความประพฤติของผู้ที่มีอำนาจ

208. ต้นเดือน มีนาคม ลิ่วล้อเผด็จการทหารหลายคนผลาญเงินภาษีประชาชนเดินสายโจมตีอดีตนายกที่มาจากประชาชนท
ี่ประเทศสวีเดน สร้างความชอบธรรมให้กับตนเองที่เข้ามาปฏิวัติ ฉีกรัฐธรรมนูญ นี่คือมาตรฐานของผู้มีจริยธรรมที่ต้องการความสมานฉันท์???

207. รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสั่งการให้เจ้าหน้าที่การสื่อสารแห่งประเทศไทย (CAT Telecom) 1D;่าย Data Comm. (Internet) ถ. ถนนเจริญกรุง ทำการโจมตี ก่อกวนและปิดเวปไซท์ hi-thaksin.net ที่ประชาชนที่ศรัทธาในนายกที่มาจากการเลือกตั้งจนเวปไซท์ต้องล่มสลายไป แม้ว่านายสิทธิชัยเคยประกาศว่าไม่เคยปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารทางอินเทอร์เนท

206. รัฐบาลเถื่อนส่งเสริมการทำลายสมานฉันท์ให้ สนธิ ลิ้มตระเวนทั่วอีสานตั้งเวทีพันธมิตรโจมตีรัฐบาลเก่าโดยที่เขาไม่มีโอกาสได้ตอบข้อกล
่าวหา และส่งทหารตำรวจนับร้อยนายอำนวยความสะดวก มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่บังคับผู้ว่าและนายกเทศมนตรีให้อนุมัติการใช้พื้นที่ จัดใกล้สถานที่ราชการ ใช้เครื่องเสียงเวทีขนาดอลังการ ประกาศขายสินค้า ASTV และ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เอาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง แต่กับการชุมนุมต่อต้าน คมช รักษาการผู้บังชาการตำรวจแห่งชาติกลับส่งคนประกบหากพบว่าในการชุมนุมมีการพูดดูหมิ่น
หรือหมิ่นประมาทใครก็ให้ตำรวจดำเนินการไปตามกฎหมายทันที

205. กระทรวงการคลังและธนาคารชาติยังดื้อดึงใช้นโยบายแก้ไขเศรษฐกิจและป้องกันค่าเงินที่ท
ำให้ประเทศไทยดิ่งตกเหว จนนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังจากมหาวิทยาลัยในประเทศญี่ปุ่นต้องออกมาสอนมวยและเสนอแนะต่า
งๆให้รัฐบาลเด็กอมมือได้มองเห็นถึงการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ

204. รัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีและการสื่อสาร นายสิทธิชัย แสดงวิสัยทัศน์เหลือเชื่อว่า ต้องการให้ ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือปรับขึ้นราคา เพราะการแข่งกันลดราคานั้น ทำให้ประชาชนใช้โทรศัพท์กันเป็นจำนวนมาก

203. ประธาน คมช พลเอก สนธิ เมินพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระราชินีที่ได้ฝากผ่านราชเลขานุการส่วนพระองค์ว่า พระองค์ห่วงจังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุการณ์เลวร้ายหนักกว่าเดิม สมควรติดอาวุธให้คนในพื้นที่ แต่ประธาน คมช บอกว่าไม่จำเป็นต้องติดอาวุธแต่ให้ติดอาวุธทางความคิดก็พอ ไม่เห็นความสำคัญของพระราชเสาวนีย์ขององค์ราชินี ส่วนการกระทำก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม ตำรวจเองก็สรุปเหตุการณ์ระเบิดกรุงเทพ 9 จุดว่าเป็นฝีมือโจรใต้ เหตุการณ์ลามเกินกว่า คมช จะควบคุมได้

202. ขันทีเฒ่ากลัวประชาชนที่จะเข้ามาประท้วงตนเองที่บ้านสี่เสา ศูนย์กลางการรัฐประหารในคร